ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความแตกต่างจาก
พุทธศาสนาฝ่ายมหายานอยู่หลายประการ ที่เห็นได้ชัดก็คือฝ่ายเถรวาทจะรักษา
และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าตามแบบดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
แม้แต่ฝ่ายมหายานเองก็ให้การยอมรับและมาศึกษาจากเราด้วย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันระบุตรงกันว่า ภิกษุณีหายสาปสูญ
ไปนานแล้ว แต่จู่ๆเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ก็เกิดมีภิกษุณีฝ่ายมหายานขึ้น น่าจะเป็นประเทศ
แถบๆไต้หวัน ซึ่งฝ่ายเถรวาทไม่ให้การยอมรับเพราะคลางแคลงใจเกี่ยวกับ
ความถูกต้องในการบวช  เพราะการบวชภิกษุณีที่ถูกต้องตามพระวินัยแบบดั้งเดิม
ต้องบวชในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย คือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์
เมื่อภิกษุณีหายสาปสูญไปแล้วจะหาภิกษุณีสงฆ์ได้จากที่ใด

แต่ทั้งนี้พระผู้ใหญ่ทางเมืองไทยก็ยังเปิดช่องไว้ให้อยู่บ้าง คือถ้ามีหลักฐานที่ชัดเจน
สามารถยืนยันที่มาที่ไปของภิกษุณีสงฆ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ ท่านก็ให้เอามาคุยกัน
ไม่ใช่แอบไปทำแบบลับๆล่อๆอย่างที่เกิดเรื่องเกิดราวกันอยู่

ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขและสถานที่ในย่อหน้าที่สองอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะข้าฯฟังคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว หากต้องการความถูกต้องด้านข้อมูลควรหาซีดีธรรมะบรรยายเรื่อง “ปัญหาภิกษุณีคิดให้ดีก็แก้ไม่ยาก” ของพระเดชพระคุณพระพรหม
คุณาภรณ์(ป.อ.ปยุต.โต) มาพิจารณากันดู ในซีดีธรรมะบรรยายชุดนี้ยังมีประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจเช่น พระเดชพระคุณฯท่านเมตตาคลายความสงสัยของบรรดาเฟมินิสต์
ในข้อที่ว่า ถ้าคณะสงฆ์ยอมให้มีการบวชภิกษุณี โสเภณีจะหมดไปจากเมืองไทย
!

----------------------------------------------------------------

การ์ตูนจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของสำนักพิมพ์ซีเอ็ด 

เมื่อเดือนที่แล้วสำนักสาขาน้อยใหญ่ในสายวัดหนองป่าพงเกิดประเด็นร้อน
เพราะท่านเจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณ สำนักสาขาของวัดหนองป่าพงที่เมืองเพิร์ธ
ประเทศออสเตรเลีย ทำการบวชภิกษุณีแบบลับๆ ซึ่งไม่ผ่านการเห็นชอบของ
คณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ทั้งนี้คณะสงฆ์ฯได้ทำการตักเตือนก่อนเกิดเหตุไปแล้วหลายครั้ง
แต่ท่านเจ้าอาวาสก็ยังฝ่าฝืนมติของคณะสงฆ์ฯ เป็นเหตุให้วัดป่าโพธิญาณต้องถูกตัดออกจากการเป็นสำนักสาขาของวัดหนองป่าพง

ญาติโยมชาวไทยที่ให้การสนับสนุนวัดด้วยดีตลอดมา จึงรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องวัดป่าโพธิญาณกลับคืน หมายความว่าท่านเจ้าอาวาสจะโยกย้ายไปอยู่แห่งหนตำบลใดก็สุดแต่ใจของท่าน
แต่ขอให้วัดป่าแห่งนี้กลับเข้ามาเป็นสำนักสาขาของวัดหนองป่าพงตามเดิม

พิจารณาดูแล้วก็เจ็บแสบดีเหมือนกัน เพราะญาติโยมเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “บุคคลไม่สำคัญไปกว่าคณะสงฆ์” การที่พระต้องอาศัยอาหารบิณฑบาตจากญาติโยมเพื่อเลี้ยงชีพก็มีส่วนดีอยู่ไม่น้อย เพราะทำให้พระไม่ทะนงตัว ในครั้งพุทธกาลหากมีพระที่ดื้อรั้น ญาติโยมก็จะประท้วงด้วยการงดใส่บาตร ไม่ใช่เพื่อกลั่นแกล้งแต่เพื่อให้พระสำนึกผิด แล้วหันกลับเข้ามาอยู่ในขอบเขตของพระธรรมวินัย หากพุทธศาสนิกชนกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องเช่นนี้ ความเจริญงอกงามของพระศาสนาก็เป็นอันหวังได้

 

ป.ล.อ่านเจอในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีผู้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “พระฝรั่งกลับไปอยู่บ้านของตัวเองแล้วนิสัยก็เหมือนเดิม” ซี้ดดดดดด...

----------------------------------------

Illustration by Andrew Binkley 

 

เมื่อวานนี้ข้าฯเดินทางไปสัมภาษณ์วีซ่าที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไปถึงก่อนเวลานัดหมาย(08:00 น.)เกือบหนึ่งชั่วโมง สะดุดใจกับประตูทางเข้าของสถานฑูตฯซึ่งผลิตจากโลหะหนาประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง ก่อนเข้าไปสัมภาษณ์จะมีการตรวจเอกสารก่อนสองครั้ง โดยครั้งแรกเจ้าหน้าที่หญิงสาวชาวไทยแท้จะช่วยเพิ่มเติมข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ในเอกสาร ส่วนครั้งที่สองจะเป็นการตรวจเอกสารอย่างละเอียดพร้อมทั้งสแกนลายนิ้วมือ

จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องโถงขนาดกลางนั่งชมข่าวภาคภาษาอังกฤษรอเรียกหมายเลขตามบัตรคิว เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศหมายเลขบัตรซึ่งก็ไม่ได้เป็นไปตามลำดับ ผู้ถูกสัมภาษณ์ก็ลุกไปยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ที่มีกระจกอย่างหนากั้นผู้สัมภาษณ์เอาไว้ในโลกเบื้องหลัง ทั้งสองฝ่ายจะพูดจาปราศรัยกันผ่านไมโครโฟน เด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งถามพ่อของเขาว่า “เราสื่อสารกับเขาไม่ได้หรือครับพ่อ?"


ผู้ที่ได้รับเกียรติให้มาสัมภาษณ์ข้าพเจ้าในวันนี้เป็นสุภาพสตรีฝรั่งผมสีทองพูดไทยได้คล่องแคล่ว หน้าตาดีแต่ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเจ้าหน้าที่ชาวไทยที่อยู่ด้านนอก (สงสัยจะเป็นนโยบายของทางสถานทูตฯ) คำถามจากเจ้าหน้าที่ผมสีทองมีดังต่อไปนี้

ถาม : คุณเป็นพระมากี่ปีแล้ว?
ตอบ
: 14
ปี

ถาม : คุณจะไปทำอะไรที่อเมริกา?
ตอบ
: ไปสอนพุทธศาสนาแก่พระเณรและญาติโยม(ตอบให้ดูน่าเชื่อถือไปอย่างนั้นเอง)

ถาม : คนที่คุณจะไปอยู่ด้วยเขาเป็นอะไรกับคุณ?
ตอบ
: เป็นอาจารย์

ถาม : คุณมีน้องสาวอยู่อเมริกา เขาอยู่ที่ไหน?
ตอบ
: เท็กซัส

ถาม : แต่คุณจะไปแคลิฟอร์เนียร์?
ตอบ
: ใช่

ถาม : คุณเคยไปอินเดียกับลาว ไปทำไม?
ตอบ
: อินเดีย...ไปนมัสการสถานที่เกิดพระพุทธเจ้า ลาว...ไปเยี่ยมญาติ


ระหว่างการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ก็จะพลิกดูเอกสารไปด้วย หากเกิดข้อสงสัยเจ้าหน้าที่ก็จะค้นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ข้างหน้า สำหรับเอกสารของข้าฯเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการชำระภาษี แต่ทางวัดที่ข้าฯจะเดินทางไปพำนักก็จัดเตรียมเอกสารมาให้เป็นอย่างดี เมื่อเจ้าหน้าที่ซักถามจนมั่นใจจึงสอดพาสปอร์ตผ่านช่องเล็กๆใต้กระจกกลับมาให้แล้วบอกว่า ไปจ่ายเงิน 15 เหรียญที่เคาน์เตอร์ใกล้ๆ (15x34=510 บาท) เมื่อโยมที่มาด้วยช่วยชำระค่าธรรมเนียมให้แล้ว ข้าฯก็ถือพาสปอร์ตพร้อมใบเสร็จกลับมายื่นให้
เจ้าหน้าที่ผมทอง แล้วเจ้าหล่อนก็พูดผ่านไมโครโฟนโดยไม่มองหน้าว่า อีกสามสี่วันจะส่งพาสปอร์ตกลับไปให้เด้อ

ก่อนจะหันหลังให้เคาน์เตอร์ ข้าฯได้ยินเจ้าหน้าที่สุภาพสตรีฝรั่งผมสีน้ำตาลในช่องสัมภาษณ์ถัดไปบอกแก่ชายหนุ่มชาวไทยว่า “คุณไม่ผ่าน” ชายหนุ่มถามกลับทันทีว่า ทำไม? ทรานสคริปของผมก็มี เจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่า “ไม่มั่นใจว่าคุณจะไปเรียน”
ข้าฯเดินถอยฉากออกมาพลางงึมงำกับตัวเองว่า โห...ฝรั่งเขาเล่นกันตรงๆแบบนี้เลยหรือนี่

ภาพถ่ายจากดาดฟ้าของที่พักสงฆ์กลางกรุงเแห่งหนึ่งบนถนนสุขุมวิท 

แคตตาล็อค

posted on 01 Dec 2009 21:33 by fearlessdiary  in Bookz

จำไม่ได้แล้วว่าไปสมัครเป็นสมาชิกของสำนักพิมพ์นี้ตั้งแต่ปางไหน

นานแสนนานเขาส่งแคตตาล็อคมาให้จึงระลึกขึ้นได้สักหนึ่งที