อเมริกาประสาหนุ่ม

posted on 08 Jul 2014 13:31 by fearlessdiary in Bookz
 
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่า...
ธรรมะเป็นเรื่องล้าหลัง ไม่ทันสมัย และเข้าใจยาก
เราอยากให้คุณลองอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วคิดดูใหม่อีกที!
ผลงานล่าสุดของ “เปสโลภิกขุ” พระธรรมทูตนักคิด นักเขียน 
ผู้ก่อตั้งคณะสหายธรรมหนุ่ม (Dhamma Design Club) 
กลุ่มจิตอาสาที่มุ่งสร้างสรรค์สื่อธรรมะแนวใหม่ 
ผสมผสานงานศิลปะหลากหลาย นำเสนอมุมมองธรรมะที่ต่างออกไป
ภายใต้ความดีงาม ความจริง และความเจ๋งแห่งคำสอนพระพุทธเจ้า
เล่มนี้! “อเมริกาประสาหนุ่ม” บันทึกการเดินทางท่องธรรมของเปสโลภิกขุ
ในฐานะพระธรรมทูตสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพ ประสบการณ์ที่จัดจ้านไปด้วยแก่นธรรม
ท้าทายและสร้างสรรค์ ขบขันแต่งดงาม ทั้งหมดบรรจุอยู่ในเล่มเดียวนี้
เชื่อเหอะว่า เรื่องบางเรื่องที่คุณอาจจะคิดว่าเข้าใจแล้ว เข้าถึงแก่นแล้ว
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ คุณอาจจะต้องมาทำความเข้าใจเสียใหม่!

เพราะธรรมะเป็นเรื่องไม่ง่าย
แต่ถ้าเข้าใจได้ ปฏิบัติเป็น
เห็นทางออกจากทุกข์แน่นอน!

- โพสต์บุ๊กส์

*อยู่อย่างพอเพียงหลีกเลี่ยงสินค้าจากอเมริกา แต่อย่าเลี่ยง "อเมริกาประสาหนุ่ม" พร้อมให้เก็บเกี่ยวความหนุ่มตามร้านหนังสือทั่วราชอาณาจักรไทย 25 ก.ค. 2557 เป็นต้นไป

- เปสโลภิกขุ

สัตว์สอนธรรม

posted on 07 Jul 2014 19:52 by fearlessdiary in Bookz
 
“สัตว์สอนธรรม" เป็นการคัดสรรชาดกที่ผ่านการพิจารณาแล้วว่าอุดมไปด้วยความห่าม มานำเสนอในรูปแบบของนิยายภาพ เนื้อหาสาระของชาดกมิได้คลาดเคลื่อนไปจากต้นฉบับเดิม เพียงแต่มุมมอง ลายเส้น และอารมณ์ขันของอิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ ทำให้ชาดกมีรสชาติประหลาดกว่าที่เราคุ้นเคย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือคติธรรมซึ่งแฝงอยู่ในชาดกทำให้เราตระหนักว่า ภายในจิตใจของคนยังมีเหี้ย กิ้งก่า หมูป่า วานร เหยี่ยว หนอน สุนัขจิ้งจอก สิงโต นกกระยาง งู อาละวาดอยู่ไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง

- เปสโลภิกขุ
 
*อาละวาดตามร้านหนังสือทั่วฟ้าเมืองไทย ตั้งแต่ 15 ก.ค. 2557 เป็นต้นไป

Hate Speech

posted on 07 Mar 2014 14:09 by fearlessdiary in Writing

 

      สิ่งสำคัญในการคิดถึง Hate Speech (ถ้อยคำแห่งความเกลียดชังเช่นควายแดง สลิ่มฯ) คือส่วนใหญ่คนจะคิดว่าห้ามพูด แต่การห้ามพูดมันคือการกดมันลงไป กวาดปัญหาไว้ใต้พรม เอาอะไรปิดเตาถ่านไว้ ควันไฟมันก็จะขึ้นมาอีก มันต้องมีที่ให้ปล่อย แต่ปล่อยให้ถูกที่และถูกกาลเทศะ

 a day bulletin issue 293 / 28 Feb-6 Mar 2014 (page 15)

 
      อาตมาเคยปฏิบัติธรรมร่วมกับคณะสงฆ์ชาวตะวันตกเป็นเวลา 2 ปีที่วัดป่าอภัยคีรี สำนักสาขาของวัดหนองป่าพง ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกสองสัปดาห์จะมีการประชุมที่เรียกว่า Circle Meeting หรือ Heart Meeting เป็นโอกาสให้พระได้เปิดอกคุยกันซึ่งจัดว่าเป็น Free Speech เพราะพระที่เข้าร่วมประชุมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งการวิพากษ์วิจารณ์พระอาจารย์ ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในวัฒนธรรมพุทธที่เมืองไทย เพราะเราจะยกครูบาอาจารย์ไว้เบื้องสูง

      Circle Meeting มีกติกาอยู่ว่าห้ามนำเรื่องที่พูดคุยกันไปแพร่งพรายให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมรับรู้เป็นอันขาด เพราะฉะนั้นพระที่เข้าร่วมประชุมจึง Free Speechได้อย่างเต็มที่ แต่ถึงกระนั้นการจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดก็ต้องสอดคล้องกับหลัก "สัมมาวาจา-การพูดจาชอบ" คืองดเว้นจากวจีทุจริตอันได้แก่คำพูดโกหก คำพูดส่อเสียด คำพูดหยาบ คำพูดเพ้อเจ้อ เท่าที่สังเกตบรรยากาศในการประชุมอาตมาค่อนข้างมั่นใจว่า ไม่มีพระรูปใดรู้สึกอึดอัดกับการปฏิบัติ "สัมมาวาจา" เพราะเราได้ใช้ปัญญาพิจารณาแล้วว่าคำพูดที่เป็นวจีทุจริตจะนำความร้าวฉานมาสู่คณะสงฆ์ และนำความอัปมงคลมาสู่ชีวิตของตัวเอง เราจึงเต็มใจที่จะฝึกตัวเองไม่ให้พูดในสิ่งที่เป็นวจีทุจริต โดยเทียบเคียงกับคำสอนของพระพุทธองค์และมีพระอาจารย์ผู้ผ่านการฝึกฝนมาก่อนคอยให้คำแนะนำ (นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าเหตุใดในวัฒนธรรมพุทธที่ประเทศไทยจึงยกครูบาอาจารย์ไว้เบื้องสูง) แต่ถ้าใครรู้สึกอึดอัดกับการปฏิบัติสัมมาวาจาก็แสดงว่าปฏิบัติผิดหรือปัญญายังไม่เกิด อุปมาได้ว่าเมื่อบุคคลเรียนรู้ว่าการบริโภคฟาสต์ฟู้ดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง จึงพยายามลด ละ เลิก สำหรับผู้ที่บริโภคฟาสฟู้ดเป็นประจำอาจจะรู้สึกอึดอัดบ้างในระยะแรกเนื่องจากความคุ้นชิน แต่เมื่อเห็นโทษภัยอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งบุคคลนั้นก็จะเกิดความมุ่งมั่นและประสบความสำเร็จในที่สุด ในชีวิตประจำวันของผู้ปฏิบัติธรรมบางครั้งอาจมีคำพูดที่คลาดเคลื่อนไปจากสัมมาวาจาอยู่บ้าง เพราะเรายังมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีไว้ประจำใจก็คือ "หิริโอตตัปปะ-ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป" ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสัมมาวาจาและชีวิตด้านอื่นให้งอกงามยิ่งๆขึ้นไป

   "สัมมาวาจา" เป็นข้อปฏิบัติที่กินขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมการพูดทุกชนิดของมนุษย์รวมทั้ง Hate Speech ซึ่งจัดเป็นวจีทุจริต จึงไม่ควรนำมาพูดหรือสื่อสารไม่ว่าจะเป็นกาลหรือสถานที่ใด เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง Hate Speechคือเจตนาที่เป็นอกุศล ความโง่เขลา ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แม้แต่คำพูดของกลุ่มคู คลัก แคลนที่ว่า "เรามีความเห็นว่าคนต่างสีผิวไม่ควรอยู่ร่วมกัน" ก็เกิดจากโมหะคือการเลือกมองเฉพาะบางแง่มุม ละเลยความจริงด้านอื่น ไม่เป็นไปเพื่อกุศลหรือสันติสุขของสังคม การเพ่งจ้องความแตกต่างทำให้เกิดการแตกแยก ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงให้เรามองในสิ่งที่มนุษย์หรือสัตว์อื่นมีร่วมกัน นั่นก็คือความทุกข์อันมีที่มาจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อจะได้ไม่เบียดเบียนกันเพราะทุกชีวิตเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ มีความทุกข์เบียดเบียนเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ควรนำความทุกข์ไปเพิ่มให้กับชีวิตอื่นอีก นี่ไม่ใช่การห้าม กดทับ กวาดปัญหาไว้ใต้พรม หรือเอาอะไรมาปิดเตาถ่าน แต่เป็นการใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบจนมองเห็นประโยชน์ของการงดเว้น Hate Speech และเห็นความเสียหายที่จะตามมาหลังจากการถ่ายเท Hate Speech สู่ประชุมชน 

เมื่อเกรียนไปเรียนธรรม

posted on 21 Feb 2014 17:47 by fearlessdiary in Bookz
 

ประวัติการจัดพิมพ์

2551  เฉพาะตอนที่ 13 ตีพิมพ์ลงในบุ๊กกาซีน Dhamma Design Issue 2: Evolution 

          ในชื่อสนทนาในป่าช้าสำหรับแจกเป็นธรรมทานจำนวน 2,000 เล่ม จากนั้นนำไป 

          รวมเล่มในพ็อกเก็ตบุ๊คชื่อแดนสนทนาสำหรับแจกเป็นธรรมทานจำนวน 1,000 เล่ม

2552  คณะสหายธรรมหนุ่ม (Dhamma Design Club) จัดพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊ค

          ชื่อแดนสนทนา” สำหรับการจำหน่ายผ่านทางสำนักพิมพ์หนึ่งจำนวน 2,000 เล่ม 

2553  เฉพาะตอนที่ 13 ตีพิมพ์ลงในบุ๊กกาซีน Dhammascapes ในชื่อสนทนาในป่าช้า” 

          สำหรับการจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์พาบุญมาจำนวน 3,000 เล่ม 

2557  เรียบเรียงเนื้อหาใหม่และเพิ่มเติมบางส่วนเพื่อตีพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊คชื่อ

          "เมื่อเกรียนไปเรียนธรรม"  สำหรับการจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์อัมรินทร์ธรรมะ

          จำนวน 3,500 เล่ม 

สาส์นจากความเงียบ

posted on 25 Jun 2013 05:52 by fearlessdiary in Bookz
 
 
ความเรียงขนาดสั้นกับภาพถ่ายขาวดำขยำบทกวีไซคีเดลิค
ดาวน์โหลดครบทุกหน้าเวลานี้
http://issuu.com/dhammavalley/docs/silence/0
 
จากหนังสือ  ประชาธิปไตยจริงแท้...คือแค่ไหน?
ผู้ประพันธ์  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ผู้จัดพิมพ์  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
พิมพ์ครั้งที่  ๑ กันยายน ๒๕๕๓ จำนวน ๔,๐๐๐ เล่ม

 
 
 
 
      หลังเหตุการณ์มีการพูดกันมากด้วยทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องของการให้อภัยแก่ผู้ทำผิด จึงอยากกราบเรียนถามว่า การให้อภัยนั้นควรมีหลักการ เงื่อนไข หรือขอบเขตแค่ไหนอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม?
 
      เราให้อภัยได้แต่เราให้ความชอบธรรมไม่ได้ เราให้อภัยก็คือไม่มีภัยจากเราแก่เขา แต่ความชอบธรรมหรือความผิดธรรม เป็นเรื่องของธรรม ไม่ขึ้นต่อเรา เราเปลี่ยนมันไม่ได้
 
      การให้อภัยนั้น มีการให้อภัยในจิตกับการกระทำภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องการแสดงออก การให้อภัยในจิตเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องทำ และต้องออกมาจากภายในจิตใจ หมายความว่าเราจะไม่ถือเป็นเรื่องที่จะเอามา กระทำการใดๆด้วยความเคียดแค้นชิงชัง แต่เป็นการกระทำเพื่อรักษาธรรม เพื่อรักษาประโยชน์ของสังคม ซึ่งเรายังต้องทำ ตรงนี้ต้องแยกกันให้ออก
 
      ในกรณีอย่างนี้เราก็จะลงโทษโดยที่ว่าเราไม่ได้ทำด้วยความชิงชัง แต่ทำเพื่อรักษาธรรมของสังคม ซึ่งบางทีเราก็ต้องทำเพื่อรักษาประโยชน์สุขของสังคม แต่การที่เราทำโดยไม่มีความเคียดแค้นชิงชังนั้น จะทำให้การตัดสินต่างๆเป็นธรรมมากขึ้น มันจะบริสุทธิ์และเป็นไปโดยปัญญา เพราะถ้าเราตัดสินด้วยความเคียดแค้นชิงชัง มันก็จะเบี่ยงเบนและเกิดอคติ
 
      ดังนั้นทางจิตใจเราจึงควรให้อภัยไว้ก่อน อุเบกขาก็จะเข้ามา เป็นอุเบกขาด้วยปัญญา เพราะจิตเรียบสงบ ไม่มีความเคียดแค้นชิงชังและไม่เอนเอียง จึงทำให้ตัดสินเรื่องราวต่างๆด้วยความรับผิดชอบเพื่อรักษาธรรม ส่วนการแสดงออกภายนอกนั้นเราควรจะแบ่งเป็นขั้นตอน เพราะการที่จะให้อภัยหรือลงโทษใครแค่ไหน ก็ต้องมีลำดับ เช่นเรื่องนี้เราจะต้องหาหลักว่าอะไรเป็นจุดสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินเช่น (หนึ่ง) เพื่อให้ธรรมของสังคมดำรงอยู่ เพื่อความเป็นแบบอย่างของสังคม (สอง) เพื่อประโยชน์สุขในระยะยาว
 
      ในกรณีนี้เราควรจะปฏิบัติอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์แก่สังคมมากที่สุด นี่เป็นข้อพิจารณาในการตัดสิน แล้วก็มาดูในส่วนของตัวบุคคลโดยควรคำนึงถึงคุณธรรมของเขาด้วยเช่น ดูว่าเขามีความสำนึกไหม ความสำนึกนั้นต้องเป็นไปโดยความบริสุทธิ์ใจ หรือบางทีก็ต้องมีการให้ปัญญาแก่เขาด้วย เพราะบางทีเขาทำผิดโดยมีความบริสุทธิ์ใจ เข้าใจว่าที่เขาทำนั้นถูกต้องดีแล้ว ซึ่งเขาเข้าใจผิดพลาด เพราะเขาไม่มีปัญญาที่จะมองอะไรได้อย่างรอบด้าน อย่างนี้ก็ต้องถกเถียงกัน ก็มาใช้ปัญญาพูดกัน ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นผลเสียอย่างไร เสียประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร
 
      ถ้าเขาได้เข้าใจข้อมูลอะไรต่างๆอย่างนี้แล้ว เขายังไม่สำนึกก็ค่อยว่ากันอีกที แต่เราต้องมีการทำเป็นขั้นตอนก่อน ไม่ใช่ว่าจู่ๆจะไปทำให้เขาสำนึกในทันทีทันใด แล้วการสำนึกนั้นก็มักเป็นไปตามความหมายของเรา เพราะฉันเห็นว่าอย่างนี้ถูก เขาต้องสำนึกตามที่ฉันต้องการ ส่วนคนผิดเขาก็คิดเหมือนกันว่า ฉันก็ว่าของฉันอย่างนี้ถูก แล้วจะให้ฉันสำนึกได้ยังไง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องสร้างปัญญาขึ้นก่อน สำนึกที่ชอบธรรมมันก็เกิดจากปัญญาที่มองเห็นและเข้าใจความเป็นไป

อะไรเป็นอะไร

posted on 14 Jun 2013 08:10 by fearlessdiary in Bookz
 
 
 
ตั้งใจว่าจะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน
บังเอิญสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์ผ่านมาเห็นว่าเข้าที
เลยจูงมือไปตีพิมพ์จำหน่ายทั่วราชอาณาจักร