เชียงใหม่สบายอุรา

posted on 03 Mar 2013 14:43 by fearlessdiary in Travel
 

      คงจะเป็นเพราะอาการหูอื้อระหว่างที่เครื่องบินลงจอด จึงทำให้ฉันลืมไปเลยว่าโดยสารรถบัสครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ อันที่จริงฉันก็ยังอยากใช้บริการรถทัวร์เดินทางไปไหนต่อไหน แต่ญาติโยมตัวดีให้เหตุผลก่อนตีตั๋วเครื่องบินถวายฉัน ๒-๓ เที่ยวในปีที่ผ่านมาว่า "อายุจะ ๔๐ อยู่รอมร่อ พรรษาก็ใกล้จะ ๒๐ สมควรนั่งเครื่องบินได้แล้ว " ฉันไม่รู้จะคัดค้านข้อมูลดิบเหล่านี้อย่างไร จึงยอมโอนอ่อนผ่อนตามแต่โดยดี แต่มาหนนี้ฉันรีบสั่งให้จองตั๋วรถบัสแบบสายฟ้าฟาด เพื่อไม่ให้ญาติโยมได้ทันตั้งตัว ครั้นพระภิกษุสามเณรรุ่นใหม่ซึ่งเคยผ่านการโดยสารเครื่องบินทราบว่า ฉันจะนั่งรถบัสจากอุบลราชธานีไปเชียงใหม่ พวกเขาก็แสดงน้ำเสียงและอากัปกิริยาแปลกๆ

      ขณะที่ฉันกำลังนั่งรอขึ้นรถอยู่ที่สถานี พระธรรมเทศนาของหลวงปู่ชาก็ปรากฏ "พระสมัยนี้รถไม่ติดแอร์ก็ไม่อยากจะนั่งกันแล้ว" นี่เป็นคำพูดของท่านเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วหรืออาจนานกว่านั้น การโดยสารรถบัสปรับอากาศ Gold Classสำหรับฉัน ผู้ซึ่งเคยผ่านการติดตามครูบาอาจารย์เดินธุดงค์และทะลุดง จากอุบลฯไปเชียงใหม่เมื่อบวชได้เพียง ๓ พรรษา เป็นเรื่องสะดวกสบายอย่างเทียบกันไม่ได้เลย ในระหว่างที่นั่งอยู่บนรถฉันยังนึกอยู่ว่า คงจะมีบางตำแหน่งบนเส้นทางนี้ที่ฉันเคยพักปักกลดและอาศัยบิณฑบาตกับชาวบ้านเพื่อยังชีพ มันช่างให้ความรู้สึกเป็นอิสระ อย่างที่ผู้คุ้นเคยกับอากาศยานคงไม่เคยสัมผัส นอกจากนี้อาการหลับๆตื่นๆปวดเนื้อเมื่อยตัวขณะนั่งอยู่บนรถบัสก็เป็นเรื่องจิ๋วจ้อย สำหรับผู้ที่เคยผ่านการฝึกเดินจงกรมสลับนั่งสมาธิตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง


  

      สิบหกชั่วโมงผ่านไปฉันก็ลุถึงเชียงใหม่ อากาศ ณ เวลาสี่นาฬิกาเย็นสบายอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีใครใส่เสื้อกันหนาวเพราะย่างเข้าฤดูร้อนแล้ว เมื่อญาติโยมมารับที่สถานี เราก็จรลีไปที่พักซึ่งอยู่ระหว่างเขตอำเภอเมืองกับอำเภอสันกำแพง ฉันจัดแจงเก็บกระเป๋าเข้าห้องน้ำชำระร่างกาย แล้วออกมานั่งฉันอาหารเช้าชุดเล็ก หกนาฬิกาเราเดินทางย้อนกลับเข้าเมืองเพื่อไปยัง "ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ เจเจ (ย่อมาจาก 'จริงใจ' ) มาร์เก็ต" ที่นี่เปิดเฉพาะวันเสาร์กับวันพุธ ตัวอาคารเป็นศาลาเปิดโล่งมุงด้วยกระเบื้องแบบล้านนา บรรยากาศคึกคักน่าดูชม ฉันจึงโฉบเข้าไปชมดูใกล้ๆแล้วก็พบว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้านและผลไม้ นอกจากนี้ก็มีขนมพื้นเมืองและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเช่นซี้อิ้วขาว หรือเต้าเจี้ยว เมื่อญาติโยมที่มาด้วยกันจับจ่ายเสร็จสรรพก็ได้ความว่า สินค้าราคาถูกกว่าตลาดอื่น นอกจากนี้ผลไม้ที่ซื้อมาคือมะละกอและกล้วยน้ำว้า มีผลขนาดใหญ่อวบอิ่มกว่าที่เคยเห็น



 

      โยมถามว่าจะไปไหนกันต่อ? อากาศเย็นๆอย่างนี้ฉันจึงเสนอว่าไปหาสวนกว้างๆ เดินยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยตูดกันหน่อยดีกว่า และคงไม่มีที่ใดเหมาะเกินหน้าเกินตา "สวนหลวงราชพฤกษ์" เมื่อเดินทางไปถึงสวนฯประตูทางเข้าก็เปิดพอดี เราเดินชมดอกไม้ไปเรื่อยๆ เห็นป้ายประกาศแล้วให้ดีใจเพราะ "เทศกาลดอกไม้บาน" เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวานซืนดีใจเพราะเราไม่ต้องเดินเบียดฝูงคนและดอกไม้บานให้ชื่นชม ฉันเดินถ่ายรูปเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ปรากฏดอกไม้หลากสีหลายรูปทรงประดับอยู่ทุกมุม และไฮไลท์ของที่นี่คือ "หอคำหลวง" อาคารล้านนาสะพรั่งทองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ประมาณเก้าโมงเช้ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศก็เริ่มทะยอยกันเข้ามาชมสวน ซึ่งก็เป็นเวลาที่เรากำลังจะทะยอยออกไป เราแวะดูดน้ำมะพร้าวก่อนขึ้นรถแล้วดิ่งมาที่วัดสวนดอกเพราะท้องเริ่มร้องเจี๊ยกๆ




 

      เรามิได้มาอาศัยข้าววัดประทังชีวิตแต่ประการใด เหตุเรามาที่วัดสวนดอกเพราะมีร้านอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพซุกซ่อนอยู่ เป็นอีกหนึ่งรายการที่ฉันวาดฝันไว้ก่อนจะเดินทางมาเชียงใหม่ โลกไซเบอร์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดอันดับ "สิบเมืองมังสวิรัติ" ไว้ว่า แซนแฟรนซิสโกติดอันดับหนึ่ง เพราะเป็นเมืองที่หาอาหารมังสวิรัติรับประทานได้ง่ายและที่นี่ยังมีการรณรงค์ให้งดเนื้อสัตว์ทุกวันจันทร์ ที่ไม่น่าเชื่อก็คืออันดับที่เก้าเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งบรรจุอยู่ในประเทศไทย ใช่แล้ว...เชียงใหม่ นี่เป็นเหตุผลที่เราเดินทางมาร้าน "พันพรรณ" รายการอาหารของทางร้านมีให้เลือกหลากหลาย แต่ที่ต่างไปจากร้านอาหารมังสวิรัติทั่วๆไปก็คือความเป็น "ที่สุด" ซึ่งปรากฏอยู่ในเมนูของทางร้านดังว่า "เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการบริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัยมากที่สุด" "เน้นการใช้พืชผักปลอดสารพิษ ไม่ใส่ผงชูรส และปราศจากพืชพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมให้ได้มากที่สุด" "วัตถุดิบหลักเช่นเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ชีส ถั่วงอก แยม น้ำสลัด พริกแกง แหนมเห็ด เราพยายามที่จะทำเองให้มากที่สุด" ไม่นานนาทีถัดมา ข้าวซอย เย็นตาโฟ โรตี และชาผสมเครื่องเทศ ก็ทะยอยกันม้วนตัวลงไปตุงอยู่ในกระเพาะน้อยๆของฉันในที่สุด



     สิบเอ็ดนาฬิกาเศษๆฉันขอให้โยมที่มาด้วยกันขับรถเข้าไปวนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สักหนึ่งรอบ โดยมีประตูด้านคณะวิจิตรศิลป์เป็นผู้เชื้อเชิญ มหาวัทยาลัยเชียงใหม่วันนี้มีตึกผุดขึ้นมามากมาย จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น Concrete Jungle แบบหลวมๆ ยังดีที่มองจากมุมไหนก็มีดอยสุเทพตระหง่านเป็นศรี แม้ฤดูกาลนี้จะเปลี่ยนจากสีเขียวสดเป็นสีน้ำตาลกรุบกรอบ รถวิ่งฉิวทะลุทะลวงออกมาทางด้านหน้ามหาวิทยาลัย ผ่านศาลาธรรมสีแดงชาดรายล้อมด้วยต้นสักสลัดใบ แล้วก็มาถึงศาลาโล่งกว้างใกล้อ่างแก้ว ที่นี่เมื่อยี่สิบปีที่แล้วฉันกับเพื่อนๆนักศึกษาปีหนึ่ง เคยเป็นหางเครื่องในงาน "ลูกทุ่งวิจิตรฯ" ความบันเทิงประจำปีที่บรรดาลูกช้างเชิงดอยกระดิกหูรอ! เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อรถเลี้ยวขึ้นถนนห้วยแก้ว ร้านหนังสือที่ฉันเคยเป็นสมาชิกก็ปรากฏอยู่ทางขวามือ ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งหนังสือของฉันจะไปอวดโฉมบนชั้น ให้สมาชิกคนอื่นๆถือติดมือกลับไปนอนผึ่งพุงอ่านที่หอพักอย่างสบายอุรา

Comment

Comment:

Tweet