จากหนังสือ  ประชาธิปไตยจริงแท้...คือแค่ไหน?
ผู้ประพันธ์  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ผู้จัดพิมพ์  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
พิมพ์ครั้งที่  ๑ กันยายน ๒๕๕๓ จำนวน ๔,๐๐๐ เล่ม

 
 
 
 
      หลังเหตุการณ์มีการพูดกันมากด้วยทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องของการให้อภัยแก่ผู้ทำผิด จึงอยากกราบเรียนถามว่า การให้อภัยนั้นควรมีหลักการ เงื่อนไข หรือขอบเขตแค่ไหนอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม?
 
      เราให้อภัยได้แต่เราให้ความชอบธรรมไม่ได้ เราให้อภัยก็คือไม่มีภัยจากเราแก่เขา แต่ความชอบธรรมหรือความผิดธรรม เป็นเรื่องของธรรม ไม่ขึ้นต่อเรา เราเปลี่ยนมันไม่ได้
 
      การให้อภัยนั้น มีการให้อภัยในจิตกับการกระทำภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องการแสดงออก การให้อภัยในจิตเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องทำ และต้องออกมาจากภายในจิตใจ หมายความว่าเราจะไม่ถือเป็นเรื่องที่จะเอามา กระทำการใดๆด้วยความเคียดแค้นชิงชัง แต่เป็นการกระทำเพื่อรักษาธรรม เพื่อรักษาประโยชน์ของสังคม ซึ่งเรายังต้องทำ ตรงนี้ต้องแยกกันให้ออก
 
      ในกรณีอย่างนี้เราก็จะลงโทษโดยที่ว่าเราไม่ได้ทำด้วยความชิงชัง แต่ทำเพื่อรักษาธรรมของสังคม ซึ่งบางทีเราก็ต้องทำเพื่อรักษาประโยชน์สุขของสังคม แต่การที่เราทำโดยไม่มีความเคียดแค้นชิงชังนั้น จะทำให้การตัดสินต่างๆเป็นธรรมมากขึ้น มันจะบริสุทธิ์และเป็นไปโดยปัญญา เพราะถ้าเราตัดสินด้วยความเคียดแค้นชิงชัง มันก็จะเบี่ยงเบนและเกิดอคติ
 
      ดังนั้นทางจิตใจเราจึงควรให้อภัยไว้ก่อน อุเบกขาก็จะเข้ามา เป็นอุเบกขาด้วยปัญญา เพราะจิตเรียบสงบ ไม่มีความเคียดแค้นชิงชังและไม่เอนเอียง จึงทำให้ตัดสินเรื่องราวต่างๆด้วยความรับผิดชอบเพื่อรักษาธรรม ส่วนการแสดงออกภายนอกนั้นเราควรจะแบ่งเป็นขั้นตอน เพราะการที่จะให้อภัยหรือลงโทษใครแค่ไหน ก็ต้องมีลำดับ เช่นเรื่องนี้เราจะต้องหาหลักว่าอะไรเป็นจุดสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินเช่น (หนึ่ง) เพื่อให้ธรรมของสังคมดำรงอยู่ เพื่อความเป็นแบบอย่างของสังคม (สอง) เพื่อประโยชน์สุขในระยะยาว
 
      ในกรณีนี้เราควรจะปฏิบัติอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์แก่สังคมมากที่สุด นี่เป็นข้อพิจารณาในการตัดสิน แล้วก็มาดูในส่วนของตัวบุคคลโดยควรคำนึงถึงคุณธรรมของเขาด้วยเช่น ดูว่าเขามีความสำนึกไหม ความสำนึกนั้นต้องเป็นไปโดยความบริสุทธิ์ใจ หรือบางทีก็ต้องมีการให้ปัญญาแก่เขาด้วย เพราะบางทีเขาทำผิดโดยมีความบริสุทธิ์ใจ เข้าใจว่าที่เขาทำนั้นถูกต้องดีแล้ว ซึ่งเขาเข้าใจผิดพลาด เพราะเขาไม่มีปัญญาที่จะมองอะไรได้อย่างรอบด้าน อย่างนี้ก็ต้องถกเถียงกัน ก็มาใช้ปัญญาพูดกัน ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นผลเสียอย่างไร เสียประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร
 
      ถ้าเขาได้เข้าใจข้อมูลอะไรต่างๆอย่างนี้แล้ว เขายังไม่สำนึกก็ค่อยว่ากันอีกที แต่เราต้องมีการทำเป็นขั้นตอนก่อน ไม่ใช่ว่าจู่ๆจะไปทำให้เขาสำนึกในทันทีทันใด แล้วการสำนึกนั้นก็มักเป็นไปตามความหมายของเรา เพราะฉันเห็นว่าอย่างนี้ถูก เขาต้องสำนึกตามที่ฉันต้องการ ส่วนคนผิดเขาก็คิดเหมือนกันว่า ฉันก็ว่าของฉันอย่างนี้ถูก แล้วจะให้ฉันสำนึกได้ยังไง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องสร้างปัญญาขึ้นก่อน สำนึกที่ชอบธรรมมันก็เกิดจากปัญญาที่มองเห็นและเข้าใจความเป็นไป

Comment

Comment:

Tweet

สาธุครับ

#4 By fun_bar (182.52.28.126) on 2013-11-06 08:55

ตอบคอมเม้นท์รบกวนพิมพ์คำว่า
@nirankas ด้วยครับ
( confused smile confused smile )

#3 By Nirankas on 2013-08-02 18:38

เล่มนี้อ่านมันส์มาก  
ทางออกของประเทศไทยอยู่ที่นี่แล้ว

#2 By เปสโลภิกขุ on 2013-06-19 19:31

จัดพิมพ์โดย กกต
( confused smile confused smile )

#1 By Nirankas on 2013-06-19 18:53